อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มีการพยายามที่จะนำเอาความเห็นว่ามีอัตตามาแทรกไว้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า คือพระดำรัสที่รู้จักกันดีว่า อตตทีปา วิหรถ อตตสรณา อนญญสรณา ซึ่งคัดมาจากเนื้อเรื่องใน มหาปรินิพพานสูตร วลีที่ยกมานี้แปลโดยพยัญชนะว่า เธอทั้งหลายจงอยู่อย่างทำตนให้เป็นเกาะ ทำตนให้เป็นที่พึ่ง อย่าทำคนอื่นให้เป็นที่พึ่ง บรรดาผู้ที่ต้องการเห็น อัตตา ในพระพุทธศาสนาได้ตีความคำ อตตทีปา และคำ อตตสรณา ว่า ยึดอัตตาเป็นประทีป และ ยึดอัตตาเป็นที่พึ่ง
เราจะไม่สามารถเข้าใจความหมายที่สมบูรณ์ และความสำคัญของพุทธโอวาทที่ประทานแก่พระอานนท์นี้ได้ หากไม่ได้พิจารณาถึงภูมิหลังและเนื้อเรื่องซึ่งเป็นที่มาของพุทธดำรัสเหล่านี้
เมื่อทรงประทานพระโอวาทเหล่านี้ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ เพลุวะ อยู่ในช่วง 3 เดือนก่อนปรินิพพาน ขณะนั้น พระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา กำลังประชวรด้วยโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง จนเกือบจะสิ้นพระชนม์ แต่พระองค์ทรงดำริว่ายังไม่เป็นการสมควรที่พระองค์จะปรินิพพานจนกว่าจะได้กระจายข่าวไปให้บรรดาสาวกที่ใกล้ชิดกับพระองค์ได้รู้เสียก่อน ดังนั้น ด้วยน้ำพระทัยที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยว พระองค์จึงทรงอดกลั้นทุกขเวทนาทั้งหลายทั้งปวงได้ ต่อมาพระอาการประชวรก็ดีขึ้น และได้ทรงหายจากประชวรในที่สุด แต่พระพลานามัยของพระองค์ยังไม่ค่อยดีนักหลังจากทรงหายจากประชวรแล้ว ในวันหนึ่งพระองค์ได้ไปประทับนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง นอกที่ประทับ พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ได้เข้าไปเฝ้าพระปิยบรมครู นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ถวายการดูแลพระพลานามัยของพระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ถวายการอุปัฏฐากแด่พระผู้มีพระภาคเมื่อประชวร แต่เมื่อข้าพระองค์ได้เห็นพระอาการประชวรของพระผู้มีพระภาค ขอบฟ้าปรากฏมืดมัวแก่ข้าพระองค์ อินทรีย์ทั้งหลายของข้าพระองค์ไม่กระจ่างชัดอีกต่อไป กระนั้นก็ตาม ข้าพระองค์ก็มีความเบาใจอยู่หน่อยหนึ่ง ข้าพระองค์คิดว่าพระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงปรินิพพานจนกว่าจะได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณาปรานีตรัสกับพระอานนท์พุทธอุปัฎฐาก ด้วยพระวาจาสุภาพอ่อนโยนว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุยังจะหวังอะไรจากเราเล่า ? เราได้แสดงธรรม (สัจธรรม) ไว้แล้ว โดยไม่ทำความแตกต่างระหว่างสิ่งเปิดเผยกับสิ่งเร้นลับ ในส่วนที่เกี่ยวกับสัจธรรมนั้น ตถาคตไม่มีอะไรที่เหมือนกำมือของอาจารย์ (อาจริยมุฏ.ฐิ) ดูกรอานนท์ หากจะมีผู้ใดคิดว่า เขาจักบริหารภิกษุสงฆ์ได้ และคิดว่าภิกษุสงฆ์จักพึ่งเราได้ก็ขอให้ผู้นั้นกล่าวคำแนะนำอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาแต่ตถาคตไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น เพราะเหตุใดเขาจึงจะต้องให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารภิกษุสงฆ์เล่า ? ดูกรอานนท์ บัดนี้เราแก่เฒ่าแล้ว วัยของเราเป็นมาถึง 80 ปีแล้ว เกวียนเก่ายังจะใช้การได้ต่อไปด้วยการซ่อนแซมฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังจะเป็นไปได้ก็แต่เพียงด้วยการซ่อมแซมเท่านั้น ดูกรอานนท์ ดังนั้น พวกเธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยการทำตนเป็นเกาะ (สนับสนุน) ทำตนเป็นที่พึ่งอย่าทำผู้อื่นเป็นที่พึ่งเลย จงทำธรรมะเป็นเกาะ (สนับสนุน) ทำธรรมะเป็นที่พึ่ง อย่าได้ทำสิ่งใดเป็นที่พึ่งเลย
สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการแสดงแก่พระอานนท์ เป็นที่ปรากฏแจ่มชัด คือ พระอานนท์มีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะคิดว่าพระภิกษุสงฆ์จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีที่พักพิง ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีผู้นำ หลังจากพระบรมครูของพวกตน ทรงปรินิพพานเสียแล้ว ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงประทานคำปลอบใจ คำให้กำลังใจ และความมั่นใจแก่พระอานนท์ โดยตรัสว่าภิกษุสงฆ์พึงพึ่งตนเอง พึ่งพระธรรมที่ทรงแสดงไว้แล้ว และไม่พึ่งบุคคลใดหรือสิ่งอื่นใด ดังนั้น ปัญหาในเรื่องอาตมันหรือตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องทางอภิปรัชญาจึงอยู่นอกประเด็นในที่นี้
นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังได้ทรงอธิบายแก่พระอานนท์ถึงวิธีการที่จะทำให้คนเราสามารถมีตนเป็นเกาะหรือเป็นที่พึ่ง และวิธีการที่คนเราจะสามารถทำพระธรรมให้เป็นเกาะหรือที่พึ่งได้ ทั้งนี้โดยการเจริญสติปัฏฐาน 4 คือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา ไม่มีการพูดถึงอาตมัน หรืออัตตาไว้ ณ ที่นี้เลย
อัตตาอยู่ที่ไหน
 หลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่บรรดาผู้พยายามค้นหาอาตมันในคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้นำมาใช้อ้างอยู่บ่อย ๆ ก็คือเรื่องต่อไปนี้
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในระหว่างทางเสด็จจากเมืองพาราณสีไปยังอุรุเวลาเสนานิคม ในวันนั้นราชกุมารซึ่งเป็นพระสหายกัน 30 องค์ พร้อมด้วยพระชายา ได้พากันออกไปปิกนิก (รับประทานอาหารกลางแจ้ง) อยู่ในป่าแห่งเดียวกันแต่มีราชกุมารพระองค์หนึ่งยังทรงโสดอยู่ ได้ทรงนำโสเภณีนางหนึ่งไปด้วย ขณะที่คนอื่น ๆ กำลังสนุกสนานกันอยู่นั้น โสเภณีนางนั้นได้ขโมยของมีค่าต่าง ๆ หลบหนีไป พระราชกุมารเหล่านั้นจึงได้ออกติดตามโสเภณีนางนั้นไป และได้ไปพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั้น จึงทูลถามว่า พระองค์ทรงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหรือไม่ ? พระองค์จึงได้ทรงสอบถามเรื่องราวความเป็นไปเมื่อราชกุมารเหล่านั้นได้กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว พระพุทธองค์จึงทรงถามราชกุมารเหล่านั้นว่า ดูกรมาณพทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีความเห็นเป็นอย่างไร ? อะไรจะประเสริฐกว่ากัน ? ระหว่างผู้หญิงกับการแสวงหาตนเอง
ในข้อนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการถามปัญหากันอย่างธรรมดา ๆ ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะนำมาอ้างได้ ว่าเป็นการพูดกันถึงแนวความคิดที่ก้าวไกลไปถึงเรื่องอาตมันหรืออัตตา อันเป็นเรื่องทางอภิปรัชญา ราชกุมารเหล่านั้นได้กราบทูลว่า การแสวงหาตนเองประเสริฐกว่า จากนั้นพระพุทธองค์ได้ทรงเชื้อเชิญให้ราชกุมารเหล่านั้นประทับนั่ง แล้วทรงแสดงธรรมแก่ราชกุมารเหล่านั้น ในเนื้อเรื่องสิ่งที่พระองค์ทรงสอนราชกุมารเหล่านั้น ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ดั้งเดิมไม่มีคำใดที่กล่าวถึงอาตมันไว้เลย
ที่มีการเขียนถึงกันมาก คือเรื่องที่พระองค์ทรงนิ่งเมื่อปริพพาชกชื่อ วัจฉโคตร ได้ทูลถามพระองค์ว่า มีอาตมันหรือไม่ ? ดังมีเรื่องราวต่อไปนี้
วัจฉโคตรได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อาตมันมีอยู่หรือ ?
พระพุทธเจ้าทรงประทับนิ่งดุษณีภาพ
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อามันไม่มีหรือ ?
พระพุทธเจ้าทรงประทับนิ่งดุษณีภาพดุจเดิม
วัจฉโคตรได้ลุกหลีกไป
หลังจากวัจฉโคตรปริพพาชกออกไปแล้ว พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงตอบคำถามของวัจฉโคตร ? พระพุทธเจ้าทรงอธิบายจุดยืนของพระองค์ว่า
ดูกรอานนท์ เมื่อวัจฉโคตรปริพพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ? ถ้าเราตอบว่า มีอัตตา ดูกรอานนท์ มันก็จะเป็นการเข้าข้างสมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายพวกที่ยึดถือทฤษฎีว่าเที่ยง (สัสสตวาทะ)
ดูกรอานนท์ เมื่อวัจฉโคตรปริพพาชกถามว่า อัตตาไม่มีหรือ ? ถ้าเราตอบว่า ไม่มีอัตตา ดูกรอานนท์ มันก็จะเป็นการเข้าข้างสมณะหรือพราหมณ์ทั้งหลายพวกที่ยึดถือทฤษฎีว่าขาดสูญ (อุจเฉทวาทะ)
ดูกรอานนท์ ก็เมื่อวัจฉโคตรปริพพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ? ถ้าเราตอบว่า มีอัตตา มันก็จะเป็นการสอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้มาว่า ธรรมทั้งหลายไม่มีอัตตาละหรือ ?
ไม่มีสอดคล้องแน่ พระเจ้าข้า
ดูกรอานนท์ ก็เมื่อวัจฉโคตรปริพพาชกถามว่า อัตตามีอยู่หรือ ? ถ้าเราตอบว่า อัตตาไม่มี มันก็จะทำให้วัจฉโคตรซึ่งงุนงงอยู่แล้วงุนงงมากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเขาคิดว่า เมื่อก่อนเรามีอาตมัน (อัตตา) แต่เดี๋ยวนี้เราไม่มีอาตมันเสียแล้ว
วิธีตอบคำถามของพระพุทธเจ้า
 บัดนี้ ก็คงจะเป็นที่เข้าใจกระจ่างในข้อที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงนิ่งเงียบ แต่เรื่องนี้จะเข้าใจชัดยิ่งขึ้น ถ้าเราจะลองไปพิจารณาถึงภูมิหลัง และวิธีการที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อคำถามและผู้ถามปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจของบรรดาผู้ที่นำปัญหานี้มาอภิปรายกัน
พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะตอบปัญหาใด ๆ ที่ใคร ๆ ใส่ข้อมูลเข้าไปให้ตอบ โดยที่ไม่ได้ทรงไตร่ตรองพิจารณาใด ๆ เสียก่อน พระองค์ทรงเป็นศาสดานักปฏิบัติ ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระกรุณาธิคุณและพระปัญญาธิคุณ พระองค์ไม่ทรงตอบปัญหาในลักษณะเพื่ออวดภูมิความรู้ แต่พระองค์ทรงตอบปัญหาเพื่อช่วยให้ผู้ถามนั้น ๆ ดำเนินไปสู่ทางแห่งการรู้แจ้งเห็นจริง พระองค์ตรัสกับบุคคลทั้งหลาย โดยคำนึงถึงมาตรฐานการพัฒนา จริต อุปนิสัยลัษณะ และศักยภาพ ที่บุคคลเหล่านั้นจะเข้าใจแต่ละปัญหานั้น ๆ
ในการปฏิบัติต่อคำถามต่าง ๆ นั้น พระพุทธเจ้าทรงมีแนวทางอยู่ 4 แนวทางด้วยกัน คือ
- บางปัญหาพระองค์จะตอบในทันทีที่ถาม
- บางปัญหาพระองค์จะตอบหลังจากที่ได้ทรงวิเคราะห์ปัญหาเหล่านั้นแล้ว
- บางปัญหาพระองค์จะใช้วิธีตอบด้วยการถามกลับไป
- บางปัญหาจะทรงเลี่ยงไม่ตอบ
การหลีกเลี่ยงไม่ตอบปัญหานั้น กระทำได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีการอย่างหนึ่ง คือ บอกว่าปัญหานั้น ๆ ตอบไม่ได้ หรืออธิบายไม่ได้ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสบอกแก่วัจฉโคตรคนเดียวกันนี้มากกว่าหนึ่งครั้งเมื่อวัจฉโคตรถามปัญหาต่าง ๆ ว่า จักรวาลเที่ยงหรือไม่ ? ฯลฯ ในทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ทรงเคยใช้วิธีนี้ตอบปัญหาของมาลุงกยบุตรและคนอื่น ๆ มาแล้ว แต่พระองค์ไม่สามารถตรัสเช่นเดียวกันนี้กับปัญหาที่ถามว่า มีอาตมัน (อัตตา) หรือไม่ ? เพราะว่าพระองค์ได้ทรงอภิปรายและทรงอธิบายในปัญหาข้อนี้อยู่เสมอมา พระองค์ไม่สามารถตรัสว่า มีอัตตา เพราะเป็นการขัดกับสิ่งที่พระองค์ทรงทราบมาว่า ธรรมทั้งหลายไม่มีอัตตา และพระองค์ทรงไม่ต้องการตรัสว่า ไม่มีอัตตา เพราะมันจะก่อให้เกิดความสับสนและเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น และไร้จุดหมายแก่วัจฉโคตรผู้เกิดความสับสนกับปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ไปแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้วัจฉโคตรยอมรับในความคิดว่ามีอัตตา เขาจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าใจแนวคิดเรื่อง อนัตตา นี้ได้ ดังนั้น การหลีกเลี่ยงโดยไม่ตอบปัญหาข้อนี้ด้วยการใช้วิธีนิ่งเงียบ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในกรณีเช่นว่านี้
ปัญหาที่นำไปสู่เป้าหมาย
เราจะต้องไม่ลืมด้วยว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้จักวัจฉโคตรผู้นี้เป็นอย่างดีมานานแล้ว ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาเฝ้าพระองค์ พระองค์ผู้เป็นบรมครูผู้ประกอบด้วยพระปัญญาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณ ทรงมีพระเมตตาสงสารและเกรงใจผู้แสวงหาสัจธรรม ซึ่งมีจิตใจสับสนผู้นี้มาก ในคัมภีร์บาลีมีอยู่หลายแห่งที่กล่าวถึงวัจฉโคตรปริพพาชกคนเดียวกันนี้ว่าเป็นผู้เทียวไล้เทียวขื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และมาพบสาวกของพระองค์อยู่เป็นประจำ และได้ถามปัญหาชนิดเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อได้รับคำตอบแล้วก็เกิดความวิตกกังวลและหมกหมุ่นอยู่กับปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นการที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเงียบเสียเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นผลดีต่อวัจฉโคตรยิ่งไปกว่าการที่พระองค์จะทรงตอบหรืออภิปรายสิ่งใดออกไป
มีคนบางพวกคิดว่า ตัวตน หมายถึงสิ่งที่คนทั่ว ๆ ไปเรียกกันว่า จิต หรือ วิญญาณ แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นการดีที่คนเราจะถือว่าร่างกายเป็น ตัวตน ยิ่งไปกว่าที่จะไปถือว่า จิต ความคิดหรือวิญญาณ เป็น ตัวตน ทั้งนี้เพราะร่างกายรู้สึกว่าจะเป็น ของแข็ง มากกว่าจิต ความคิด หรือวิญญาณ เพราะจิต ความคิด หรือวิญญาณ (จิต.ต, มโน, วิญ.ญาณ) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ทุกคืนทุกวันและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าร่างกาย
ความรู้สึกที่ยังคลุมเครือว่า เรามีเราเป็น นั่นเอง ที่สร้างแนวความคิดว่า มีอัตตา ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การเห็นสัจธรรมในข้อนี้ ก็คือ การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่าย ๆ เลย ในสังยุตตนิกาย มีการสนทนาธรรมในประเด็นนี้ระหว่างภิกษุชื่อ เขมกะ กับภิกษุหมู่หนึ่ง
ภิกษุเหล่านี้ได้ถามพระเขมกะว่า ท่านเห็นในเบญจขันธ์ว่ามีตัวตนหรือมีสิ่งที่มีตัวตนอยู่หรือไม่ ? พระเขมกะตอบว่า ไม่เห็น จากนั้น พวกภิกษุได้กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านพระเขมกะก็จะต้องเป็นพระอรหันต์หมดอาสวะไปแล้ว แต่พระเขมกะสารภาพว่า แม้ว่าท่านจะไม่พบตัวตนในเบญจขันธ์ หรือสิ่งใดที่มีตัวตน แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์หมดอาสวะ ดูกรสหายทั้งหลาย ในส่วนที่เกี่ยวกับการยึดมั่นในเบญจขันธ์นี้ ข้าพเจ้ายังมีความรู้สึกว่า เรามีเราเป็น แต่ยังไม่สามารถเห็นอย่างกระจ่างว่า นี้คือตัวเรา จากนั้น พระเขมกะได้อธิบายว่า สิ่งที่ท่านเรียกว่า เรามีเราเป็น นั้น ไม่ใช่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากนั้น แต่ท่านมีความรู้สึกว่า เรามีเราเป็น ทั้ง ๆ ที่ยังไม่สามารถเห็นอย่างกระจ่างแจ้งว่า นี่คือตัวเรา
พระเขมกะกล่าวว่า มันเหมือนกับกลิ่นของดอกไม้ ซึ่งจะว่าเป็นกลิ่นจากกลีบก็ไม่ใช่ จะว่ากลิ่นจากสีก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นกลิ่นจากเกสรก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นกลิ่นของดอกใม้
พระเขมกะอธิบายต่อไปว่า แม้แต่บุคคลที่ได้บรรลุคุณธรรมขั้นต้น ๆ ก็ยังมีความรู้สึกว่า เรามีเราเป็น นี้อยู่ แต่ต่อมาเมื่อบรรลุคุณธรรมสูง ๆ ขึ้นไป ความรู้สึกว่า เรามีเราเป็น นี้ก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับกลิ่นทางเคมีของผ้าที่ซักเสร็จใหม่ ๆ หายไป หลังจากที่นำผ้านั้นไปเก็บไว้ในหีบแล้ว
การอภิปรายกันครั้งนี้มีประโยชน์และทำความกระจ่างแจ้งแก่ภิกษุเหล่านั้น จนในที่สุดพระคัมภีร์บอกว่า พระภิกษุเหล่านั้นทุกรูปรวมทั้งพระเขมกะ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หมดอาสวะและสามารถกำจัด เรามีเราเป็น ได้ในที่สุด
จุดยืนที่ถูกต้อง
 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นมิจฉาทิฐิ ถ้าไปยึดถือว่า เราไม่มีตัวตน (คือเป็น อุจเฉททิฏฐิ) เช่นเดียวกับไปยึดถือว่า เรามีตัวตน ก็เป็นมิจฉาทิฐิ (คือเป็นสัสสตทิฏฐิ) เพราะความเห็นทั้งสองอย่างนั้นเป็นสังโยชน์ เป็นความเห็นที่เกิดจากความคิดผิดว่า เรามีเราเป็น จุดยืนที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหาเรื่อง อนัตตา นี้ คือไม่ยึดความเห็นหรือทิฏฐิใด ๆ ให้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงโดยไม่ให้จิตเข้าไปปรุงแต่งให้เห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า เรา หรือ สัตว์บุคคล เป็นเพียงการประกอบกันของขันธ์ทั้งหลาย ทั้งส่วนที่เป็นรูปและส่วนที่เป็นนาม เป็นสิ่งที่ทำงานประสานเชื่อมโยงอิงอาศัยกันและกัน อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ ตามกฎแห่งเหตุและผล กับให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเที่ยง ยั่งยืน คงที่และเป็นอมตะในสกลพิภพนี้
มีปัญหาต่อไปว่า เมื่อไม่มี อาตมัน หรือ อัตตา ใครเป็นผู้รับผลต่าง ๆ ของกรรม ? ไม่มีใครตอบปัญหาข้อนี้ได้ดีไปกว่าพระพุทธเจ้า เมื่อภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งทูลถามปัญหาข้อนี้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราสอนเธอทั้งหลายให้มอบเห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยในสรรพสิ่ง ในที่ทั้งปวง
คำสอนในเรื่อง อนัตตา ไม่มีวิญญาณ หรือ ไม่มีตัวตน นี้ ไม่พึงเห็นว่าเป็นคำสอนในเชิงลบ หรือเป็นอุจเฉททิฏฐิ อนัตตานี้เป็นเช่นเดียวกับนิพพาน คือเป็นสัจธรรม เป็นความจริงแท้ และความจริงแท้จะเป็นไปในเชิงลบไปไม่ได้ ความเชื่อผิด ๆ ใน อนัตตา ที่เกิดจากจินตนาการในสิ่งที่ไม่มีว่ามีนั้นต่างหาก ที่เป็นความเชื่อในเชิงลบ คำสอนในเรื่องอนัตตานี้ ย่อมขับไล่ความืดคือความเชื่อที่ผิด ๆ ทั้งหลายออกไปและก่อให้เกิดแสงสว่างคือ ปัญญา มันจึงไม่ใช่ความเชื่อในเชิงลบ ดังที่ท่าน อสังคะ กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องอนัตตา มีอยู่ (ไนราต.มยาสติตา)
|